
อาหารเป็นยา ทำเองได้ ง่ายและประหยัด
รศ.ดร.กิติพงศ์ให้ความหมายของ “อาหารเป็นยา” ว่า คืออาหารที่มีส่วนผสมของผัก ผลไม้ และสมุนไพร หรือวัตถุดิบที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้บริโภค“ผู้บริโภคปรุงอาหารเป็นยาเองได้ซึ่งจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่าย ได้มาก โดยยึดหลักการบริโภคอาหารที่มีส่วนผสมของผัก ผลไม้ สมุนไพรในปริมาณที่เหมาะสมและเพียงพอ ที่สำคัญอาหารนั้นต้องสะอาด ไม่ปนเปื้อนสารพิษ อาหารเป็นยรศ.ดร.กิติพงศ์ยกตัวอย่างอาหารเป็นยา ซึ่งหลายคนอาจจะ คุ้นและบริโภคอยู่เป็นประจำ เช่น
กระเทียม – การบริโภคอาหารที่มีกระเทียมเป็นส่วนผสมสามารถช่วยลดระดับไขมัน LDL (หรือไขมันเลว) ในเลือดได้
ปลาทะเล – การบริโภคอาหารที่อุดมด้วย omega 3 fatty acid เช่น ปลาทะเล สามารถลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Heart Disease) ประมาณ 50% เมื่อเปรียบเทียบกับประชากรที่ไม่บริโภคปลาทะเล
อะโวคาโด – การบริโภคอาหารที่มีอะโวคาโดเป็นส่วนผสมในปริมาณที่เหมาะสม สามารถช่วยลดความดันโลหิต และลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้
โยเกิร์ต – การบริโภคโยเกิร์ตเป็นประจำสามารถลดระดับคอเลสเตอรอลได้ประมาณ 4% นอกจากนี้ โยเกิร์ตยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น และสามารถสร้างวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย
อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.กิติพงศ์แนะนำให้เลือกโยเกิร์ตที่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสมไม่มากเกินไป โดยดูจากส่วนประกอบในฉลากโภชนาการอาหารเป็นยาต่างจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือไม่?
นอกจากอาหารที่เรารับประทานกันแล้ว หลายคนก็อาจจะมีการกินอาหารเสริมร่วมด้วยเพื่อเสริมสารอาหารบางอย่างให้ร่างกาย เช่น วิตามินซี คอลลาเจน โพรไบโอติก เป็นต้น แล้ว “ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม” กับ “ผลิตภัณฑ์อาหารเป็นยา” เหมือนหรือต่างกันอย่างไร
รศ.ดร.กิติพงศ์อธิบายว่าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหรือเสริมอาหารเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้รับประทานนอกเหนือจากการรับประทานอาหารตามปกติ ผลิตภัณฑ์มักอยู่ในรูปแบบเม็ด แคปซูล ผง เกล็ด ของเหลวหรือลักษณะอื่น ซึ่งมิใช่รูปแบบอาหารตามปกติ (conventional food)
อาหารเป็นยาหรืออาหารฟังก์ชัน (functional food) เป็นอาหารที่ประกอบด้วยสารสำคัญหรือสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ที่อาจเติมหรือเกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการผลิต อาหารประเภทนี้ไม่ได้มีเพียงคุณค่าทางโภชนาการพื้นฐานที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเท่านั้น แต่มีงานวิจัยสนับสนุนว่ามีส่วนช่วยในการเสริมสร้างการทำงานของร่างกายให้ทำหน้าที่ได้เป็นปกติ หรือช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคติดต่อไม่เรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน อย่างที่มีเครื่องดื่มช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด หรืออาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
สำหรับการเลือกผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหรืออาหารฟังก์ชัน รศ.ดร.กิติพงศ์ได้ให้คำแนะนำคร่าว ๆ ดังต่อไปนี้ เลือกตามความต้องการของร่างกายหรือประโยชน์ที่ผู้บริโภคต้องการ เช่น บำรุงสายตา บำรุงสมอง
พิจารณาผู้ผลิตว่ามีความน่าเชื่อถือหรือไม่
เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมาย อย. ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่แสดงให้ผู้บริโภคทราบว่า ผลิตภัณฑ์อาหาร นั้น ๆ ได้ผ่านการพิจารณาด้านคุณภาพและความปลอดภัย ตามมาตรฐานเกณฑ์การผลิต หรือการนำเข้า จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแล้ว ศักยภาพของไทยในการผลิตอาหารเป็นยารศ.ดร.กิติพงศ์กล่าวว่า
ผู้บริโภคในปัจจุบันหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้นและยินดีจ่ายเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ จึงนับเป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหาร“อุตสาหกรรมอาหารที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอาหารฟังก์ชันมีโอกาสทางการตลาดค่อนข้างมาก ไม่เพียงมีผู้บริโภคจำนวนมากทั้งในและต่างประเทศ แต่ด้วยปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ช่วยให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีหน่วยงานที่ให้ทุนสนับสนุนการวิจัยผลิตภัณฑ์อาหารที่มุ่งเน้นอาหารเพื่อสุขภาพหรือสมุนไพรต่าง ๆ ที่ปลูกในบ้านเรา ซึ่งตรงนี้น่าจะเป็นการช่วยหนุนเศรษฐกิจบ้านเราให้ดีขึ้นได้ ดังนั้น ภาคเอกชนควรหันมาให้ความสำคัญและใส่ใจกับเรื่องอุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพให้มากขึ้น เพื่อที่จะทำให้สามารถดึงดูดลูกค้า รวมไปถึงเป็นการสร้างโอกาสในการแข่งขันทางการตลาดให้มากขึ้นได้อีกด้วย”
รศ.ดร.กิติพงศ์ยกตัวอย่าง 4 แนวทางการพัฒนาและผลิตผลิตภัณฑ์ “อาหารเป็นยา” ของไทย ดังนี้
การใช้สมุนไพรไทย: ประเทศไทยอุดมไปด้วยสมุนไพรที่มีฤทธิ์เป็นยา ดังนั้นจึงสามารถนำสมุนไพรไทยมาประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์อาหารได้ เช่น เครื่องดื่มจากขิง หรือเครื่องดื่มจากกระเจี๊ยบแดง ที่มีสรรพคุณในการลดไขมันในเลือด และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันผลิตภัณฑ์จากผักและผลไม้: การผลิตผลิตภัณฑ์อาหารจากผักและผลไม้ส่งเสริมสุขภาพได้ เพราะผักและผลไม้อุดมด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ รวมถึงสารที่มีฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระ
การใช้เทคโนโลยีการผลิตอาหาร: ประเทศไทยมีองค์ความรู้จากการวิจัยและเทคโนโลยีทางอาหารมากมาย ที่เอามาใช้ต่อยอดในการผลิตอาหารเป็นยา เช่น เทคโนโลยีการหมักที่สามารถใช้ในการผลิตโยเกิร์ตเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และช่วยเพิ่มระดับไขมันดี (HDL) ในเลือด หรือ เทคโนโลยีการสกัดที่สามารถช่วยในการแยกสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่ส่งเสริมสุขภาพออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือ เทคโนโลยีการผลิตปลาร้าที่สามารถลดระยะเวลาการหมัก เป็นต้น
การส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพร: รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพรและการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทย เช่น การสนับสนุนการวิจัย การส่งเสริมการตลาด และการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต เพื่อใช้วัตถุดิบสมุนไพรไทยในการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารที่ส่งเสริมสุขภาพาเหล่านี้สามารถช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้”