ReadyPlanet.com
dot

dot
dot
dot
dot
dot
ตราครุฑ
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot




การปลูกหม่อน

 การปลูกหม่อน

หม่อนเป็นพืชยืนต้นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของประเทศไทย เนื่องจากใบหม่อนเป็นอาหารที่ดีที่สุดของหนอนไหม หม่อนที่ปลูกในเมืองไทยมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Morus alba ชื่อภาษาอังกฤษว่า White Mulberry, Mulberry Tree อยู่ในวงศ์ Moraceae มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน หม่อนนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง โดยใบหม่อนใช้ในการเลี้ยงตัวหนอนไหม ในที่สุดก็ได้เป็นรังไหม เมื่อนำเอารังไหมมาสาวเป็นเส้นและทอเป็นผ้าจะได้ผ้าที่เลื่อมมัน และด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นสรรค์สร้างปฏิมากรรมบนเส้นไหมเป็นลวดลายต่างๆ ก่อเกิดเป็นผ้าไหมไทยที่สวยงามเลื่องชื่อของโลก เป็นที่ต้องตาตรึงใจแก่ผู้ที่พบเห็น นอกจากนี้ยอดอ่อนของใบหม่อนยังบริโภคเป็นผักพื้นบ้านใช้ในการประกอบอาหาร และทำเป็นชาสมุนไพร ผลหม่อนใช้รับประทานผลสดและแปรรูปได้หลายชนิด เช่น แยม เยลลี่ ไวน์หม่อน น้ำหม่อน ลูกอมสมุนไพรจากใบหม่อนและผลหม่อน เป็นต้น หม่อนมีสรรพคุณทางเภสัชวิทยาหลายชนิด โดยใบ มีรสเย็นจืด ใช้เป็นยาขับเหงื่อ แก้เจ็บคอ แก้ไข้ตัวร้อน แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้ไอ ระงับประสาท ผล ใช้เป็นยาระบายอ่อน ๆ แก้ธาตุไม่ปกติ ดับร้อน ทำให้ชุ่มคอ บำรุงไต ดังนั้นหม่อนจึงเป็นพืชหนึ่งที่น่าสนใจในการนำมาแปรรูปของสินค้าหนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลตามรูปแบบ คือ

ลักษณะทั่วไปของหม่อนพันธุ์กำแพงแสน-เอ็มบี-42-1 (KPS-MB-42-1)

          หม่อนพันธุ์ KPS-MB-42-1 เป็นหม่อนกินผล ที่นำต้นพันธุ์มาจากสาธารณรัฐประชาชนจีนโดยเกษตรกร และทางโครงการการวิจัยเพื่อการพัฒนาระบบการเกษตรในเขตชานเมืองใหญ่ ศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาระบบเกษตรกรรม (DORAS Center) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้นำพันธุ์มาปลูกทดสอบ ณ แปลงทดลอง 2 ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม เมื่อ ปี 2542

          หม่อนพันธุ์ KPS-MB-42-1 เป็นหม่อนกินผล อายุหลายปี สามารถตัดแต่งให้มีทรงพุ่มขนาดเล็ก เปลือกต้นสีน้ำตาล ใบเดี่ยวหนาออกสลับ สีเขียวเข้ม รูปหัวใจขอบจักฟันเลื่อย ผิวใบสากคาย ขนาดใบกว้าง 8-14 เซนติเมตร ยาว 12-18 เซนติเมตร ผลออกตามซอกใบ ผลมีขนาดใหญ่และติดผลดก ผลอ่อนจะมีสีเขียว ผลแก่สีแดง เมื่อสุกมีสีม่วงแดงถึงดำ รสหวานอมเปรี้ยวถึงหวานมากเมื่อสุกเต็มที่ หม่อนพันธุ์ KPS-MB-42-1 เป็นหม่อนกินผลที่ไม่เพียงแต่ใช้บริโภคผลเท่านั้น แต่ยังให้ใบที่เหมาะกับการเลี้ยงไหม เนื่องจากใบหนา หม่อนพันธุ์ KPS-MB-42-1 จึงใช้ประโยชน์ได้ทั้งเป็นหม่อนกินผลและหม่อนใบ ซึ่งโดยปกติหม่อนพันธุ์กินผลจะมีใบบางและขนาดเล็กไม่เหมาะที่จะใช้เลี้ยงไหม ส่วนหม่อนที่ให้ใบสำหรับเลี้ยงไหม จะไม่ค่อยให้ผล หรือให้ผลขนาดเล็กมาก และติดผลน้อย ดังนั้น หม่อนพันธุ์ KPS-MB-42-1 จึงเป็นพันธุ์ที่ให้ทั้งผลและใบที่ดี

การขยายพันธุ์

          ขยายพันธุ์โดยการปักชำ การเตรียมกิ่งพันธุ์ควรเลือกกิ่งที่แข็งแรง ไม่มีโรคและแมลงทำลาย ผิวเปลือกเป็นสีน้ำตาลเพื่อให้กิ่งมีอาหารสะสมไว้เพียงพอที่รากจะงอกได้ ตัดท่อนพันธุ์ด้วยกรรไกรตัดแต่งกิ่งเพื่อไม่ให้กิ่งช้ำ ความยาวท่อนละประมาณ 20 เซนติเมตร หรือมีตาหม่อนอยู่บนท่อนพันธุ์ 4-5 ตา วิธีตัดควรตัดส่วนบนของท่อนพันธุ์ให้มีลักษณะตรงและเหนือตาบนสุดประมาณ1 เซนติเมตร ส่วนโคนของท่อนพันธุ์ให้ตัดเฉียงประมาณ 45 องศา เป็นรูปปากฉลามโดยตัดต่ำกว่าข้อตาล่างสุดประมาณ 1.5 เซนติเมตร และให้ด้านเฉียงอยู่ตรงข้ามกับตาล่างสุด ปักชำในถุงเพาะชำ ให้กิ่งมีอายุ 2-3 เดือน แล้วจึงนำปลูกในแปลง หม่อนจะให้ผลผลิตทั้งใบและผลดีเมื่อต้นมีขนาดสมบูรณ์เต็มที่

การปลูกและการดูแลรักษา

          การปลูกหม่อนพันธุ์ KPS- MB- 42-1 ในแปลงปลูกจะปลูกแบบแถวคู่โดยใช้ระยะปลูก 60x75 เซนติเมตร ซึ่งจะทำให้หม่อนเจริญเติบโตดี สะดวกในการดูแลรักษาและเก็บเกี่ยวผลผลิต ควรเตรียมดินให้มีความอุดมสมบูรณ์และร่วนโปร่งก่อนการปลูกหม่อน โดยใส่ปุ๋ยรองพื้นสูตร 15-15-15 อัตรา 30-50 กก./ไร่ และปุ๋ยอินทรีย์ 1 ตัน/ไร่ หลังจากนั้นมีการบำรุงต้นหลังการตัดแต่งทุกครั้ง มีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ต้องมากเนื่องจากหม่อนเป็นพืชทนแล้ง กำจัดวัชพืชโดยแรงงานคน หรือการไถพรวนด้วยเครื่องจักรขนาดเล็ก ไม่ควรฉีดพ่นด้วยสารเคมี เมื่อหม่อนมีขนาดใหญ่ขึ้น ปัญหาด้านวัชพืชจะน้อยลง หม่อนเป็นพืชดูแลง่าย ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและแมลง แต่จะมีแมลงศัตรูที่สำคัญของหม่อน ได้แก่ เพลี้ยแป้ง เพลี้ยไฟ เพลี้ยหอย แมลงหวี่ขาว ไรแดง เพลี้ยจั๊กจั่น เป็นต้น กำจัดโดยการตัดแต่งกิ่งและใบที่มีแมลงเหล่านี้อยู่ไปเผาทำลาย ไม่ควรใช้สารเคมี เพราะจะมีผลกระทบต่อไหม เมื่อนำใบหม่อนมาเลี้ยง

การให้ผลผลิตผลหม่อน

          หม่อนพันธุ์ KPS-MB-42-1 จะให้ผลผลิตของผลเมื่อมีการตัดแต่ง ซึ่งในขณะเดียวกัน ก็จะได้ใบสำหรับเลี้ยงไหมด้วย โดยทำการตัดแต่งกิ่งหม่อนได้ทันทีหลังจากทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตหม่อนเสร็จในแต่ละรุ่น โดยการตัดกิ่งแขนงออกให้เหลือต้นสูงจากพื้นดินประมาณ 80 เซนติเมตร -1 เมตร ประมาณ 28-30 วัน หลังทำการตัดแต่งกิ่ง หม่อนจะเริ่มมีการติดผล และเก็บเกี่ยวผลได้เมื่ออายุ 44-46 วัน หลังตัดแต่งกิ่ง

          หม่อนกินผลพันธุ์ KPS-MB-42-1 สามารถให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปีเมื่อมีการตัดแต่งกิ่ง ใน 1 ปี จะให้ผลผลิตผลหม่อนได้ถึง 5 รุ่น ในแต่ละรุ่นจะใช้ระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวผลประมาณ 30 วัน ผลหม่อนจะเริ่มทยอยสุก จึงต้องทำการเก็บเกี่ยวผลทุก 2-3 วันต่อครั้ง โดยจะให้ผลผลิตของผลเฉลี่ย 352 กิโลกรัม/ไร่/รุ่น หรือคิดเป็น 1,760 กิโลกรัม/ไร่/ปี สำหรับใบหม่อนเก็บเกี่ยวหลังจากการตัดแต่งกิ่งในแต่ละครั้งได้ผลผลิตรวม 2,200 กิโลกรัม/ไร่

การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผลหม่อน

          หม่อนพันธุ์ KPS-MB-42-1 ใช้ประโยชน์ได้ทั้งใบและผลหม่อน ซึ่งใช้ทั้งรับประทานสดและนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มากมาย เช่น การทำน้ำหม่อนทำได้โดยนำส่วนผสมของ ผลหม่อนสี

          แดง (แก่แต่ยังไม่สุก) : ผลสีม่วงดำ (สุก) อัตรา 1:1 หรือ1:2 จำนวน 1.5 กิโลกรัม ล้างน้ำให้สะอาด นำไปต้มกับน้ำสะอาด 4.5 ลิตร พอเดือด จากนั้นเคี่ยวด้วยไฟอ่อน ๆ เติมน้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม คนให้ละลาย ก็จะได้น้ำหม่อนที่มีรสชาติดี มีรสหวานอมเปรี้ยว ได้กลิ่นของผลหม่อน ซึ่งเป็นกลิ่นเฉพาะตัว เป็นที่นิยมของผู้บริโภค หากสนใจเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เล็กน้อยก็สามารถนำมาทำเป็นไวน์หม่อน ซึ่งวิธีการทำก็ง่ายโดยการใช้น้ำผลหม่อนดังกล่าว นำมาหมักกับเชื้อยีสต์ Saccharomyces cerevisiae   ประมาณ 5-7 วัน กรองเอากากหม่อนออก จากนั้นหมัก ที่อุณหภูมิ 20-25 องศาเซลเซียส หรืออุณหภูมิห้องนาน 2-4 สัปดาห์ โดยทดลองชิมดูรสชาติเป็นระยะ ๆ ตามความชอบ หยุดการหมักโดยการนำไปแช่ที่อุณหภูมิประมาณ 20 องศาเซลเซียส หรือแช่ในตู้เย็น หรือเติมโปแตสเซียมเมตาไบซัลไฟต์ 0.08-0.1 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร เพื่อทำให้ยีสต์ตกตะกอนหลังจากนั้นนำส่วนใสออกมาบรรจุขวด หรือบ่มไว้ที่อุณหภูมิต่ำ ก็จะได้ไวน์หม่อนที่มีรสชาติดี นอกจากนี้ยังสามารถทำแยมหม่อน ผลหม่อนอบแห้ง ลูกอมผลหม่อน ไอศครีมผลหม่อน เป็นต้น ซึ่งผลหม่อนดังกล่าวมีรายงานการวิจัยว่ามีคุณประโยชน์อย่างมากและมีสรรพคุณทางยาต่อมนุษย์ด้วย

หม่อนกับการเลี้ยงไหม

          หม่อนเป็นพืชที่ใช้เป็นอาหารของหนอนไหมซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการเลี้ยงไหม โดยหนอนไหมจะใช้ปริมาณโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือแร่ และไวตามินในใบหม่อนไปสร้างเป็นเส้นไหม ดังนั้นจำนวนผลผลิตรังไหม คุณภาพรังไหมและเปอร์เซ็นต์เส้นใยไหม จะขึ้นอยู่กับคุณภาพของใบหม่อนที่ใช้ในการเลี้ยงไหมนั่นเอง

ลักษณะหม่อนที่เหมาะสมกับการเลี้ยงไหม ควรมีลักษณะดังนี้

1. มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และตอบสนองต่อการให้ปุ๋ยสูง
2. หลังการตัดแต่งจะต้องแตกกิ่งจำนวนมากพอสมควรและแข็งแรง
3. กิ่งหม่อน สามารถนำไปขยายพันธุ์ได้ดี
4. ควรมีปล้องถี่ เพื่อให้มีใบจำนวนมาก
5. ใบควรมีขนาดปานกลางไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไปและมีความหนานุ่มของใบพอสมควร ไม่บางเหี่ยวง่าย
6. ใบล่างไม่ควรทิ้งต้น (ร่วง) เร็วเกินไป
7. ควรมีความต้านทานโรคและแมลง
8. อายุยืนให้ผลผลิตสม่ำเสมอ

          หม่อนสามารถปลูกได้ในดินทุกชนิด แต่ชอบดินร่วนปนทรายถึงดินเหนียวที่มีความอุดมสมบูรณ์หน้าดินลึก ความเป็นกรดเป็นด่างของดินอยู่ระหว่าง 6.0 -6.5 การปลูกหม่อนส่วนใหญ่จะปลูกด้วยท่อนพันธุ์ ซึ่งสามารถใช้ท่อนพันธุ์ปลูกโดยตรงหรือชำกิ่งหม่อนแล้วจึงย้ายปลูกในแปลง เมื่อปลูกหม่อนแล้วประมาณ 6-8 เดือน จึงสามารถใช้ใบเลี้ยงไหมได้ จะทำการตัดแต่งเพื่อให้มีการแตกใบอ่อนที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงไหมและเพื่อให้หม่อนมีความสมบูรณ์ดีหลังจาการตัดแต่งแต่ละครั้งจะต้องใส่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยเคมี

          ไหมที่กินใบหม่อนเป็นอาหารมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bombyx mori  Linn อยู่ในวงศ์ Bombycidae ซึ่งเป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดกลางที่สามารถผสมพันธุ์ทันที่ที่ออกจากดักแด้ เมื่อผสมพันธุ์ได้ 3 ชั่วโมง ตัวเมียสามารถวางไข่ได้ประมาณ 300-500 ฟอง ตัวอ่อนที่ฟักจากไข่จะเริ่มต้นการกินใบหม่อน ตัวหนอนเจริญเติบโตเต็มที่ของวัยจะทำการลอกคราบโดยการอยู่นิ่ง ๆ ไม่กินอาหาร จึงเรียกตามอาการว่า ไหมนอน เมื่อลอกคราบเสร็จจะเริ่มกินอาหารอีกครั้ง หนอนไหมเมื่อลอกคราบครั้งที่ 4 แล้วจะกินใบหม่อนมากเพื่อให้ต่อมไหมพัฒนาเต็มที่ และเมื่อต่อมไหมพัฒนาเต็มที่ ผนังลำตัวจะใสและเริ่มต้นหาที่ทำรังโดยหนอนไหมจะเริ่มพ่นเส้นใยยึดติดภาชนะที่ให้หนอนไหมทำรังซึ่งเรียกว่า จ่อ โดยการพ่นเส้นจะใช้เวลา 3 วัน หนอนไหมจะเปลี่ยนเป็นดักแด้อยู่ในรังไหม ซึ่งผู้เลี้ยงจะเก็บรังไหมไปขายให้โรงงานสาวไหม หรือทำการสาวเอาเส้นด้วยเครื่องสาวแบบต่าง ๆ เส้นไหมที่ได้จะนำไปสร้างผลิตภัณฑ์มากมาย เช่นผ้าไหมลวดลายต่าง ๆ ตามภูมิปัญญาท้องถิ่น เสื้อผ้าไหมตามเทคนิคการทอแบบใหม่ที่ผสมกับเส้นใยชนิดอื่น ผงไหมตามวิทยาการสมัยใหม่เป็นสารให้ความชุ่มชื้นในเครื่องสำอางค์ต่าง ๆ และดักแด้ไหมที่อยู่ในรังไหมสามารถเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารของมนุษย์ หรือเป็นแหล่งโปรตีนให้สัตว์เลี้ยง


 

 




การเกษตรและอุตสาหกรรม

คู่มือการเลี้ยงแกะ
ปลูกถั่วเขียวหลังนา รายได้ดีกว่า นาปรัง
ผักหวานป่า สร้างรายได้ทั้งหมู่บ้าน
Nissan Juke-R ใหม่ จะผลิตแค่ 17 คันในโลก เคาะราคา 19 ล้านบาท!
MAZDA เปิดตัว BT-50 PRO MINOR CHANGE รุ่นปรับโฉมประจำปี 2015
อดีตวิศวกรผันตัวเองมาปลูกตะไคร้สร้างรายได้เดือนละ 200,000 บาท
วิธีทำเชื้อเห็ดฟางอย่างง่าย จากดอกเห็ดฟางสด ทำได้ด้วยตัวเอง
ชาวนาอ่างทองหันปลูกกระเจี๊ยบ พืชน้ำน้อยสร้างรายได้สู้ภัยแล้ง
เผยภาพ ‘Mitsubishi Pajero Sport’
โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ใหม่ (Toyota Fortuner 2016) เตรียมเปิดตัว 16 ก.ค.นี้
โฉมใหม่! "ตลาดไอยรา" ตลาดสดผลไม้ บริการส่งถึงที่-ขายโลกออนไลน์
หนุ่มสถาปนิก ผันตัวเป็นเกษตรกรปลูกไผ่กิมซุ่ง โกยเงินปีละล้าน
" รำพึง พันธุ์มี" ตำนานยอดมะพร้าวอ่อน
หนึ่งไร่แก้จน article
ปลูกมะนาวด้วยใบ article
วิธีปลูกผักชี article
เศรษฐกิจพอเพียงเปลี่ยนชีวิต article
แพะแบล็คเบงกอลพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง article
ปลูกบวบหอมแบบไม้ประดับที่กินได้ article
ปุ๋ยบำรุงดิน ทำได้เอง
วิธีการเพาะถั่วงอกในขวดพลาสติก article
'มะนาวผี' ไว้เสียบกิ่ง article
เคล็ดลับการเพาะกล้าให้ได้ผล article
ผักสวนครัวกระถาง กระสอบ หรือภาชนะ article
‘เบอร์เลย์’ ใบยาสูบพลิกชีวิตชาวนา article
รูต การ์เด้น แปลงผักกลางกรุง ย่านธุรกิจ article
มะระหวานปลูกไม่ยาก - ต้นไม้ชายคา article
โกยกำไร 2 ต่อ ปลูก “มะเฟือง” แซม “ฝรั่งกิมจู” ที่ราชบุรี คุณภาพส่งตลาด อ.ต.ก - เยาวราช article
ควายไทยก้าวไกลสู่สากล article
ต้องรู้! ผัก 7 ชนิดที่ซื้อจากตลาดแล้วปลูกซ้ำได้เรื่อยๆ
ไผ่กิมซุง เศรษฐกิจเกษตร article
เลี้ยงปลาในบ่อซีเมนต์เชิงพาณิชน์ article
โครงการศึกษาพัฒนาปลูกชาน้ำมัน article
ปลูกผักใต้ต้นไม้ article
หอยมุกน้ำจืด เลี้ยงเชิงพาณิชย์ article
แตงกวา พืชสวนครัวปลูกง่าย ใช้น้ำน้อย article
ทำสวนมะนาวกับเทคนิคดีดีจากสวนวโรชา article
นานาประโยชน์ ข้าวโพดหวาน article
มะเขือม่วงเล็ก ขับเสมหะ แก้บิด article
เรื่องน่ารู้ "สละ" บำรุงสมอง สายตา สร้างความจำ article