ReadyPlanet.com
dot

dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
ตราครุฑ


 



ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมสร้างรายได้ดี

ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สร้างรายได้

เรียบเรียงข้อมูลโดย www.legendnews.net  

 

การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นอาชีพทางเลือกหนึ่งที่เกษตรกรชุมชนบ้านห้วยเคียนให้ความสนใจเป็นอย่างมากเพราะเป็นอาชีพที่ให้ผลประโยชน์ตอบแทนเร็ว ใช้เวลาสั้น ช่วยรักษาสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี เนื่องจากการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมใช้พื้นที่น้อยและใช้พื้นที่เดิม เพราะหม่อนปลูกครั้งเดียวหากบำรุงรักษาดีจะมีอายุไม่ต่ำกว่า 10 ปี และยังใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชน้อย นอกจากนั้น ยังมีระบบและการตลาดที่แน่นอน ตลาดทั้งในและต่างประเทศยังมีความต้องการจากหม่อนไหมสูง และเหนืออื่นใดเกษตรกรจะมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตใจดี เพราะทำงานในท้องถิ่นและใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวมีความสุขและอบอุ่น ขณะนี้เกษตรกรในชุมชนบ้านห้วยเคียนได้มีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมกันอย่างแพร่หลาย มีผลิตภัณฑ์ที่สวยและมีคุณภาพออกสู่ตลาด ซึ่งมีจำหน่ายทั้งในร้านค้าในชุมชนเอง ร้านค้าในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ และมีร้านค้ามากมายที่มารับซื้อสินค้าเองถึงชุมชน การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมจึงสามารถสร้างรายได้ที่แน่นอนและเพียงพอให้แก่เกษตรกรในชุมชนได้เป็นอย่างดี

   การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สร้างรายได้

 หม่อนมีความสำคัญต่อการเลี้ยงไหม เพราะใช้เป็นอาหารของหนอนไหม คุณภาพของใบหม่อนที่ดีจะทำให้ได้รังไหมและเส้นไหมมีปริมาณของผลผลิตสูงและคุณภาพดีด้วย
หม่อนที่ปลูกในประเทศไทยมีหลายพันธุ์ซึ่งมีความแตกต่างกันตามลักษณะของใบ ดอก ผลผลิตและคุณภาพ หม่อนที่มีคุณสมบัติที่ดี เหมาะแก่การเลี้ยงไหมต้องมีลักษณะที่สามารถเจริญเติบโตได้ดี ตอบสนองต่อปุ๋ยสูง มีกิ่งแขนงมาก แข็งแรงและตั้งตรง ลักษณะของปล้องจะถี่ เพราะจะทำให้มีใบมากผลผลิตสูง และขนาดของใบต้องพอเหมาะ ไม่หนาหรือบางจนเกินไป เพราะถ้าใบหนาหยาบ ไหมจะไม่ชอบกินแต่ถ้าใบบางจะเหี่ยวง่าย นอกจากนั้นยังต้องมีความต้านทานต่อโรคสูงด้วย

    หม่อนมีความสำคัญต่อการเลี้ยงไหม เพราะใช้เป็นอาหารของหนอนไหม คุณภาพของใบหม่อนที่ดีจะทำให้ได้รังไหมและเส้นไหมมีปริมาณของผลผลิตสูงและคุณภาพดีด้วย
หม่อนที่ปลูกในประเทศไทยมีหลายพันธุ์ซึ่งมีความแตกต่างกันตามลักษณะของใบ ดอก ผลผลิตและคุณภาพ หม่อนที่มีคุณสมบัติที่ดี เหมาะแก่การเลี้ยงไหมต้องมีลักษณะที่สามารถเจริญเติบโตได้ดี ตอบสนองต่อปุ๋ยสูง มีกิ่งแขนงมาก แข็งแรงและตั้งตรง ลักษณะของปล้องจะถี่ เพราะจะทำให้มีใบมากผลผลิตสูง และขนาดของใบต้องพอเหมาะ ไม่หนาหรือบางจนเกินไป เพราะถ้าใบหนาหยาบ ไหมจะไม่ชอบกินแต่ถ้าใบบางจะเหี่ยวง่าย นอกจากนั้นยังต้องมีความต้านทานต่อโรคสูงด้วย

     -พันธุ์บุรีรัมย์60 สามารถปลูกได้ในทุกสภาพพื้นที่ เจริญเติบโตดี ตอบสนองต่อปุ๋ยสูง ใบไม่มีแฉก ใบใหญ่ หนาอ่อนนุ่ม ไม่เหี่ยวง่าย ลักษณะทรงพุ่มดี ทรงต้นตั้งตรง ไม่มีการพักตัวในทุกฤดูกาล ผลผลิตประมาณ 4,300 กิโลกรัม ต่อไร่ต่อปี ปรับปรุงดินและปริมาณน้ำฝนน้อย
-พันธุ์นครราชสีมา 60 ใบเป็นรูปใบโพธิ์ใหญ่ เลื่อมมันนุ่ม หนาปานกลาง เหี่ยวช้าแตกกิ่งหลังตัดแต่งได้ดี ใบหม่อนไม่ร่วงง่าย ผลผลิต 3,600 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี ต้านทานต่อโรคราแป้ง ขยายพันธุ์ด้วยการติตา
-พันธุ์หม่อนคุณไพ ขอบใบเรียบ ใบค่อนข้างบาง เป็นคลื่น แตกตาเร็วหลังตัดแต่งกิ่ง ให้ผลผลิตสูง ต้านทานโรครากเน่า แต่ไม่ทนแล้ง และเหี่ยวง่าย ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำกิ่ง
 การเลือกพื้นที่ในการปลูกหม่อน
-ใกล้แหล่งน้ำ เพื่อสะดวกในการให้น้ำแปลงหม่อนในช่วงฤดูแล้ง
-ใกล้สถานที่เลี้ยงไหมเพื่อสะดวกในการเก็บใบหม่อนมาเลี้ยงไหมและดูแลรักษา
-พื้นที่ปลูกหม่อนไม่ควรอยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรม ไร่ยาสูบ และสวนผลไม้เพราะอาจจะได้รับพิษจากสารเคมีต่างๆ
-ชนิดของดิน ดินดีเหมาะแก่การปลูกหม่อนคือดินร่วนปนทราย มีอินทรีวัตถุสูงหน้าดินควรลึกไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร ความเป็นกรดเป็นด่างของดินประมาณ 6.5-7.0
-ดินที่มีลักษณะที่ไม่เหมาะสม ควรปรับปรุงดิน ให้ดีขึ้นโดยการเพิ่มอินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด เพิ่มปุ๋ยวิทยาศาสตร์ สูตร 15-15-15 อัตรา 50-100 ก.ก.ต่อไร่ต่อปี ปรับความเป็นกรดเป็นด่างของดิน โดยใส่ปูนขาวลงในดิน

การเตรียมดิน
-ไถดิน 2 ครั้ง เพื่อพลิกดินจากชั้นล่างขึ้นชั้นบน ทิ้งไว้ 2-3 วัน และไถครั้งที่ 2 เพื่อกำจัดศัตรูพืช
-ไถพรวน เพื่อให้ดินร่วนซุยเหมาะแก่การเจริญเติบโตของหม่อน
-ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด ประมาณ 1,000-2,000 ก.ก.ต่อไร่ต่อปี แล้วไถกลบ
-จัดระยะปลูกให้เหมาะสม
ฤดูกาลปลูกหม่อนที่เหมาะสมคือช่วงต้นฤดูฝนเพราะเป็นช่วงที่ดินมีความชุ่มชื้นดีสามารถเจริญเติบโตได้ดี
 
    

การเตรียมการก่อนเลี้ยงไหม

 


-ทำความสะอาดห้องเลี้ยงไหมและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการเลี้ยงไหม โดยการอบห้องเลี้ยงไหมและอุปกรณ์การเลี้ยงด้วยฟอร์มาลีน 3% หลังจากหลังจากการเลี้ยงไหมรุ่นที่ผ่านมาโดยอบทิ้งไว้อย่างน้อย 1 วัน ก่อนล้างทำความสะอาด
-ล้างทำความสะอาดห้องเลี้ยงไหมและอุปกรณ์เลี้ยงไหมด้วยน้ำและผงซักฟอก อุปกรณ์ที่ไม่ใช่โลหะควรแช่ในสารละลายคลอรีน 0.60% นานอย่างน้อย 30 นาที และตากแดด 1-2 แดด ก่อนนำเข้าอบฆ่าเชื้อโรคในห้องเลี้ยงไหมอีกครั้งหนึ่ง
      

 

 

วัสดุอุปกรณ์การเลี้ยงไหม ต้องจัดเตรียมไว้ให้พร้อมและพอเพียง ได้แก่
-กระด้งเลี้ยงไหมหรือโต๊ะเลี้ยงไหม
-จ่อ มีหลายชนิด แต่ดีที่สุดคือจ่อหมุน
-ไฮโกรมิเตอร์
-เครื่องพ่นอบโรงเลี้ยงไหม
-ตะแกรงสำหรับโรยยาหรือปูนขาว
-ตาข่ายถ่ายมูลไหม(วัยอ่อน,วัยแก่)
-มีดและเขียงหั่นหม่อน
-ตะกร้าใส่ใบหม่อน
-กาละมังใส่ใบหม่อนเวลาให้อาหารหนอนไหม
-ตะเกียบ,ขนไก่
-สารเคมีชนิดผง เช่น ปูนขาว,คลอรีน 60 %,ยาโรยตัวไหม,ด่างทับทิม
-กระดาษรองเลี้ยงไหม,ตาข่ายมุ้งเขียวตาถี่
-ผ้าดิบสำหรับคลุมใบหม่อน
-หนังสือพิมพ์เก่าสำหรับรองจ่อเวลาไหมสุก
-รองเท้าแตะ
-สบู่,น้ำยาล้างมือ,ขวดดองไหมเป็นโรค
  

ตัวบี้จะมีขนาดลำตัวเท่ากับแมลงภู่ ปีกจะเล็กบินไม่ได้ สีจะเป็นสีขาวปนเทาจะมีทั้งตัวผู้และตัวเมียตัวเมีย ลักษณะของตัวเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้ช่วงท้องจะมีขนาดใหญ่กว่าช่วงหัวและลำตัวตัวผู้ ลักษณะของตัวผู้จะมีขนาดเล็กกว่าตัวเมียก้นของตัวผู้จะมีขนาดเล็กและม้วนงอลงอายุของผีเสื้อไหมมีช่วงอายุที่สั้นมาก   ภายหลังการผสมพันธุ์และออกไข่แล้วตัวบี้จะตายรวมเวลาประมาณ 2-3 วัน ตัวบี้หลังจากได้รับการผสมพันธุ์แล้ววางไข่ 
ประมาณ  250-500 ฟอง ต่อพ่อแม่พันธุ์ 1 ตัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ของผีเสื้อไหม

ไหมพันธุ์ไทย เป็นพันธุ์ที่เกษตรกรนิยมเลี้ยงในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ลักษณะรังสีเหลือง มีความทนทานต่อโรคสูง และเลี้ยงง่ายเช่นพันธุ์นางลาย,นางน้อย,นางเหลือง,นางสิ่ว ส่วนกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหมบ้านห้วยเคียนจะเลี้ยงไหมไทยพันธุ์ “นางสิ่ว”ซึ่งได้รับพันธุ์มาจาก ศูนย์หม่อนไหมแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ จังหวัดน่าน สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติภาคเหนือ (แพร่)
 
วิธีการเลี้ยงไหมวัยอ่อน


เริ่มแรกไข่ไหมจะบรรจุเป็นแผ่นให้เปิดห่อกระดาษดำออกก่อน เพื่อให้ไข่ไหมได้รับแสงสว่างเวลาเช้า ตั้งแต่ 05.00 น.เป็นต้นไป หลังจากนั้น 3-4 ชั่วโมง ไข่ไหมจะเริ่มฟักออกหมด จึงเริ่มเลี้ยงได้ หลังจากนั้นเปิดแผ่นไข่ไหมบนที่เลี้ยงไหม ช่วง 09.00-10.00 น.แล้วโรยยาประมาณ 1 กรัมต่อตารางฟุต ปล่อยทิ้งไว้ 10-15 นาที ให้ยาท่โรยติดทั่วตัวไหม แล้วนำใบหม่อนที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ประมาณ 40 กรัมต่อไหม 1 แผ่น ปล่อยไว้ประมาณ 10-15 นาทีตัวไหมจะคลานขึ้นมาบนใบหม่อน หลังจากนั้นจับแผ่นไข่ไหมคว่ำแล้วเคาะแผ่นไข่ ให้ตัวไหมตกลงมาบนพื้นที่เลี้ยงแล้วใช้ขนไก่ปัดกระจายอย่างสม่ำเสมอ ให้มีขนาดประมาณ /2 เท่าของแผ่นไข่ แล้วให้ใบไหมหั่น อีกครั้งประมาณ 80 กรัม โรยให้สม่ำเสมอกัน จากนั้นจึงเลี้ยงไหมอีก 2-3 ครั้ง วันเดียวกัน(14.00-17.00 น.และ 21.00 น.)
การลี้ยงไหมในวัยที่ 2  หลังจากเลี้ยงไหมแรกฟักเสร็จ จะมการให้อาหาร 4 เวลาด้วยกัน คือ มื้อเช้าเวลา 06.00 น. มื้อกลางวัน เวลา 11.00 น. มื้อเย็น เวลา 16.00 น. และกลางคืนในกรณีที่สามารถให้ได้ เวลาประมาณ 20.00 น.
ไหมวัยอ่อนจะใช้ปริมาณใบหม่อน 20-25 กิโลกรัมต่อแผ่น ควรเลี้ยงไหมด้วยใบหม่อนสด อัตราส่วนในการเลี้ยงไหม คิดจากเวลา เช้า กลางวัน เย็น คือ 3:2:5 การหั่นหม่อนต้องหั่นเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดกว้าง ยาวประมาณ 2 เท่าของตัวหนอน
ไหมจะมีอยู่ 3 ช่วงวัย และเก็บใบหม่อนแตกต่างกันไป
วัยที่ 1 จะเก็บใบอ่อนจากยอดลงมาถึงใบที่ 3
วัยที่ 2 ให้เก็บใบที่ 4-6 และวัยสุดท้าย
วัยที่ 3 ให้เก็บใบที่ 7-10 ถ้าใช้ใบหม่อนเลี้ยงตามนี้จะได้ผลดีมากและเหมาะอาหารเหมาะสมกับช่วงวัย

วิธีการเก็บรักษาใบหม่อน ถ้าเป็นการเก็บใบหม่อนแบบเด็ดใบมาเลี้ยงไหม ให้นำใบหม่อนที่เก็บมาวางแผ่กระจายออกบนเสื่อหรือพลาสติก ไม่ควรจะวางสุมเป็นกองๆ กรณีที่อากาศร้อนหรือแห้งมากๆ ควรฉีดพ่นละอองน้ำลงมาบริเวณใบหม่อนเล็กน้อยหรือใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ คลุม ช่วงฤดูหนาวนั้นจะใช้แผ่นพลาสติกคลุมปิดกองปิดกองใบหม่อนแทน
การเก็บรักษาใบหม่อนแบบตัดกิ่งเลี้ยงไหม การเก็บใบหม่อนแบบตัดกิ่ง ถ้าเป็นช่วงที่มีอากาศร้อนหรือแห้งให้ฉีกพ่นละอองน้ำบริเวณกองหม่อนเล็กน้อยแล้วจึงใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ คลุม แต่ถ้าใบหม่อนที่เก็บมาปียกชื้นและอากาศในขณะนั้นชื้นมากให้วางผึ่งให้แห้งก่อนนำมาเก็บรวมกัน

พื้นที่การเลี้ยงไหมไม่ควรหนาแน่นและแออัดเกินไป ควรขยายพื้นที่เลี้ยงทุกวัยให้เหมาะสม เช่นถ้าเลี้ยงไหม 1 แผ่น
-วัยที่ 1 พื้นที่ขยายประมาณ 1 เท่า-1 เท่าครึ่งของแผ่นไข่ ควรขยายพื้นที่ประมาณ 3 ครั้ง ตัวเต็มวัยใช้พื้นที่ 1.2 ตารางเมตร
-วัยที่ 2 ควรขยายพื้นที่ 2 ครั้ง ตัวเต็มวัยพื้นที่ประมาณ 2-3 ตารางเมตร
-วัยที่ 3 ขยายพื้นที่ 3 ครั้ง ตัวเต็มวัยใช้พื้นที่ 4-6 ตารางเมตร
ส่วนอุณหภูมิ จะอยู่ที่ประมาณ 25-28 เซลเซียส วัยที่ 1 อาจต้องใช้อุณหภูมิสูงกว่าวัยอื่นๆ เล็กน้อย เช่นกันกับความชื้นวัยที่1 จะใช้ความชื้นตั้งแต่ 90% ขึ้นไป วัยอื่นๆอยู่ในช่วง 80-90%
ความสะอาดนับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการเลี้ยงไหม ควรล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งก่อนการเลี้ยงไหม เปลี่ยนรองเท้า และทำความสะอาดอุปกรณ์ต่างๆ อยู่เสมอ
 
การเลี้ยงไหมวัยแก่จะมีด้วยกัน 2 วิธี คือ


วิธีที่ 1 เลี้ยงในกระด้งหรือกะบะ วิธีนี้เป็นวิธีที่ปฏิบัติกันมาแต่ดั่งเดิม ภายในห้องเลี้ยงจะมีชั้นวางกระด้ง หรือ กะบะ ซึ่งสามารถวางได้ 8-10 ชั้น วิธีการเลี้ยงจะเก็บใบหม่อนมาโรยให้ไหมกิน วิธีการเลี้ยงแบบนี้จะค่อนข้างเปลืองพื้นที่ในการเลี้ยงและเสียเวลามาก
วิธีที่ 2 เลี้ยงไหมแบบชั้นเลี้ยง เป็นวิธีการเลี้ยงไหมแบบใหม่ เพื่อให้สามารถใช้พื้นที่เลี้ยงไหมได้มาก สะดวก ประหยัดแรงงาน ชั้นเลี้ยงไหมจะเป็นโต๊ะทำด้วยไม้หรือเหล็กมีขา 6 ขา ขนาด กว้างxยาวxสูง เท่ากับ 1.2x2.5x0.45 เมตร พื้นโต๊ะทำด้วยตะแกรงตาข่ายหรือตาข่ายเชือก และจะให้ใบหม่อนแบบกิ่ง
การเลี้ยงไหมวัยนี้จะใช้อุณหภูมิประมาณ 23-25 เซลเซียล และความชื้นประมาณ 70-75% หนอนไหมวัยแก่จะกินใบหม่อนมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดความร้อนความชื้นและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาผลาญอาหาร การหายใจ การขับถ่ายของเสีย ดังนั้น การถ่ายเทอากาศที่ดีจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของหนอนวัยแก่ ถ้าไม่มีการหมุนเวียนของอากาศภายในห้อง ควรใช้พัดลมช่วยเพื่อให้มีการระบายถ่ายเทของอากาศแต่จะต้องไม่ทำให้ใบหม่อนแห้งหรือเหี่ยว ถ้าหากอุณหภูมิของอากาศภายนอกสูงกว่าภายในห้อง ควรปิดหน้าต่างด้านที่ลมพัดเข้ามาภายในห้องและควรเปิดหน้าต่างด้านที่ระบายลมออกจากห้อง การเปิดหน้าต่างควรเปิดเฉพาะตอนเย็น
 

โรคไหมเป็นอุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้การเลี้ยงไหมไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เมื่อเกิดโรคไหมขึ้นมาอาจทำให้ผลผลิตรังไหมลดลงหรือไม่ได้รังไหมเลยก็ได้ เนื่องจากช่วงระยะเวลาการเลี้ยงไหมเป็นช่วงสั้นๆ เมื่อเกิดโรคไหมขึ้นมาการแก้ไขหรือรักษาจึงทำได้ยาก ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้ไหมเกิดโรคนั่นเอง การป้องกันกำจัดโรคไหม ต้องทำลายเชื้อในห้องไหมให้หมดไป หลักจากเลี้ยงไหมเสร็จให้ฉีดอบโรงเลี้ยงไหมและอุปกรณ์เลี้ยงไหมด้วยฟอร์มาลีน 3% อัตราส่วนฟอร์มาลีน 3% จำนวน 1 ลิตร ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร อบทิ้งไว้อย่างน้อย 24 ชั่วโมง ก่อนนำวัสดุอุปกรณ์การเลี้ยงไหมออกจากโรงเลี้ยงไหมมาล้างทำความสะอาดข้างนอก โดยล้างทำความสะอาดโรงเลี้ยงไหมและอุปกรณ์ทุกชนิดด้วยผงซักฟอกและน้ำ ตากแดดให้แห้งก่อนนำอุปกรณ์ทุกชนิดเข้าโรงเลี้ยงไหมและฉีดพ่นอบด้วยฟอร์มาลีน 3% อีกครั้งก่อนการเลี้ยงไหมรุ่นต่อไปประมาณ 2 วัน หรืออบรมควันด้วยฟอร์มาลีนผสมด่างทับทิม อัตราส่วน ฟอร์มาลีน 37% จำนวน 1 ลิตร ต่อด่างทับทิม 500 กรัมต่อปริมาตรห้องเลี้ยงไหม 129 ลูกบาศก์เมตร
เชื้อโรคอาจเข้าสู่รงเลี้ยงไหมโดยลมพัดเข้าไปหรือโดยติดเข้าไปกับผู้เลี้ยงหรืออุปกรณ์ที่นำเข้าไป หรืออาจิดไปกับใบหม่อนก็ได้ ดังนั้นก่อนเข้าห้องลี้ยงไหมทุกครั้งจะต้องล้างเท้าให้สะอาด ล้างมือด้วยสบู่และน้ำยาฆ่าเชื้อโรค เปลี่ยนรองเท้าที่ใช้เฉพาะห้องเลี้ยงไหมเท่านั้น ไม่ควรให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องในการเลี้ยงไหมเข้าห้องเลี้ยงไหมโดยเด็ดขาด และเพื่อป้อง
กันโรคเพบรินไม่ควรต่อพันธุ์ไหมเองควรใช้ไข่ไหมที่ผ่านการตรวจโรคเพบรินแล้วเท่านั้น
ในการเลี้ยงไหมถ้าพบหนอนไหมแสดงอาการของโรคให้ใช้ตะคีบทิ้งทันที รวมทั้งไหมที่อยู่บริเวณไกล้เคียง เศษหม่อนและมูลไหมที่เปรอะเปื้อนด้วย โดยนำไปทิ้งในถังฟอร์มาลีน 3 % เพื่อฆ่าเชื้อโรค ก่อนนำไปเผาหรือฝังต่อไป ในกรณีที่พบหนอนไหมเป็นโรค ควรมีการถ่ายมูลทุกวันพื่อลดการแพร่ละบาดของโรคและควรโรยสารเคมีทุกวันในตอนเช้า ก่อนให้อาหารมือแรกของวันประมาณ 30 นาที สารเคมีที่ใช้ เช่น เพบโซล,หรือปูนคลอรีน 3.5 เป็นต้น

การจัดการไหมสุก ประมาณวันที่ 6-8 ตัวไหมจะโตเต็มที่อาหารที่กินไปสร้างเป็นต่อมเส้นใยพร้อมจะทำ
รังมีลักษณะลำตัวใส โปงแสง มูลไหมโตสีเขียวอ่อนนิ่ม หยุดกินอาหาร เดินเร็ว หัวส่ายไปมา และพ่นเส้นใยออกมา

การเก็บไหมสุกเข้าจ่อ
ปัจจุบันนิยมเก็บ 2 วิธีคือ
1.เก็บทีละตัว ใช้กับไหมจำนวนเล็กน้อย
2.ใช้ตาข่ายวางบนชั้นเลี้ยงแล้วยก เหมาะกับการเลี้ยงจำนวนมาก จ่อเป็นวัสดุที่ให้ไหมทำรังมีหลายชนิด จ่อกระด้ง ใส่ตัวไหมได้ปราณ 700 ตัวต่อกระด้ง,จ่อลวดความยาว 1 เมตร ใส่ตัวไหมประมาณ 400-500 ตัวต่อผืน,จ่อหมุนใส่ตัวไหมได้ประมาณ 1,200 ตัวต่อ 

การดูแลขณะไหมทำรัง
ก่อนไหมทำรังจะถ่ายของเหลวครั้งสุดท้ายออกมาตัวละ 0.5-1 ซี.ซี. ควรหากระดาษหนังสือพิมพ์ปูรองพื้นเพื่องป้องกันพื้นสกปรกและดูดซับปัสสาวะไหม ควรมีการระบายอากาศในห้องไหมทำรังเพื่อเป็นการลดความชื้นขณะไหมทำรังจะทำให้รังไหมสาวง่าย ห้องไหมทำรังควรจะควบคุมแสงสว่างให้กระจายไม่ให้แสงเข้าด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไปจะทำให้เกิดรังแฝดมากผิดปกติ อุณหภูมิที่เหมาะ 23-24 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพันธ์ 65-70%

การเก็บรังไหม
หลังจากรังไหมรังประมาณ 2 วัน จะลอกคราบเป็นดักแด้ หลังจากนั้นประมาณ 3-4 วัน ผนังลำตัวดักแด้จะมีสีเหลืองน้ำตาลและแข็งพอที่ลอกรังไหมออกจากไขได้ เมื่อลอกรังไหมออกจากจ่อแล้วทำการลอกปุยรังไหมและคัดเลือกรังไหมเสียก่อน ซึ่งมีหลายชนิด เช่น รังแฝด รังบาง รังหัวบางท้ายบาง รังผิดรูปร่าง รังด้าน รังแมลงวันลายเจาะ รังบุบ รังหลวม เป็นต้น เสร็จแล้วควรกระจายรังไหมบางๆ ไว้บนชั้นเลี้ยงไหมเพื่อรอการจำหน่ายต่อไป

การสาวหลอก คือกรรมวิถีสาว (ดึง) เอาไยไหมออกมาจากฝักหลอก (ฝักไหม) มาเป็นเส้นไหม โดยนำเอาฝักหลอก (ฝักไหม) ต้มใส่หม้อดินขนาดใหญ่ มีเครื่องมือคีบดึงเส้นไหมออกมาเป็นเส้นยาวติดต่อกันเป็นเส้นเดียวกันตลอดจนหมดทุกฝัก เมื่อดึงเอาเส้นไหมออกมาจนหมดทุกฝักแล้วจะเหลือแต่ตัวไหม (ตัวหนอน) ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "ดักแด้" เป็นอาหารที่ให้โปรตีนและอร่อยมาก เป็นของโปรดของชาวภาคอีสาน ไหมที่ได้จากการสาวหลอกนี้เป็นไหมเส้นแข็ง เรียกกันว่า ไหมดิบ
ต่อจากนั้นก็เริ่มเข้าสู่กระบวนการทอผ้า การทอผ้าไหมเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการผลิตผ้าไหม โดยจะต้องอาศัยช่างผู้มีฝีมือในการทอ เครื่องมือที่ใช้ในการทอผ้าไหม คือ "กี่" มี 2 ชนิด คือ "กี่ธรรมดา" และ "กี่กระตุก " แต่ชาวบ้านจะนิยมทอด้วย "กี่ธรรมดา" เป็นส่วนมาก ปริมาณในการผลิตผ้าไหมแต่ละวันนั้นช่างทอหนึ่งคน จะทอผ้าไหมได้ประมาณ 1 - 2 ผืนต่อวัน จึงทำให้ปริมาณในการผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้ใช้ นอกจากนี้ถ้าถึงฤดูกาลทำนา การผลิตผ้าไหมต้องหยุดชะงักลง แต่ถ้าหากสามารถนำเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ในการทอผ้าไหมแล้ว จะช่วยให้สามารถผลิตผ้าไหมได้วันละมาก ๆ และเพียงพอกับความต้องการของผู้ใช้
ส่วนใหญ่กลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหมบ้านห้วยเคียนจะผลิตผ้าออกมาหลากหลายแบบ แต่ละแบบจะเป็นที่นิยมของคนทั่วไปและนักท่องเที่ยว เช่น ผ้าไหม ไหมมัดหมี่ ไหมย้อมลาย ผ้าเปลือกไหม เป็นต้น ได้นำผ้าไหมชนิดต่างๆ เหล่านี้มาผลิตเป็นเครื่องใช้ เครื่องนุ่มห่มมากมาย ทั้งที่เป็นผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ และผ้าขนาดเล็ก ใหญ่ ตามแบบที่ลูกค้าสามารถสั่งและเลือกลายเองได้
 






ข่าวการเกษตร

หนุ่มสถาปนิก ผันตัวเป็นเกษตรกรปลูกไผ่กิมซุ่ง โกยเงินปีละล้าน
" รำพึง พันธุ์มี" ตำนานยอดมะพร้าวอ่อน
หนึ่งไร่แก้จน article
ปลูกมะนาวด้วยใบ article
วิธีปลูกผักชี article
เศรษฐกิจพอเพียงเปลี่ยนชีวิต article
แพะแบล็คเบงกอลพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง article