ReadyPlanet.com
dot dot
dot

dot
ตราครุฑ




เปิดศึก ป.ป.ช. งัดศาลปกครอง ไม่เห็นด้วย ไร้อำนาจฟันผิดคนทำราชการเสียหาย-ประพฤติชั่วร้ายแรง ส่งเรื่องให้ ครม. ส่งต่อ ศาล รธน. ชี้ขาด-ให้ศาล ปค. ตัดสินคดีใหม่ (มีคลิป)

เปิดศึก ป.ป.ช. งัดศาลปกครอง ไม่เห็นด้วย ไร้อำนาจฟันผิดคนทำราชการเสียหาย-ประพฤติชั่วร้ายแรง ส่งเรื่องให้ ครม. ส่งต่อ ศาล รธน. ชี้ขาด-ให้ศาล ปค. ตัดสินคดีใหม่ (มีคลิป)

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม 2559  เรียบเรียงโดยทีมงาน www.legendnews.net

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 14 มกราคม นายสรรเสริญ  พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช.แถลงถึง กรณีที่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำวินิจฉัยในคดีหมายเลขดำที่ อ.505/2553 คดีหมายเลขแดงที่ อ.1037/2558 ลงวัน ที่ 27 สิงหาคม 2558  ระหว่าง นายสมปอง คงศิริ  ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดี โดยศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยสรุปว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจในการไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลความผิดทางวินัยผู้ฟ้องคดีเฉพาะความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริง  และ มีมติชี้มูลความผิดทางวินัยในความผิดฐานอื่น เป็นการกระทำไม่มีอำนาจตามกฎหมาย จึงไม่ผูกพันผู้บังคับบัญชาของผู้ฟ้องคดี ที่จะถือเอารายงานการไต่สวนและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มาพิจารณาโทษผู้ฟ้องคดี คำสั่งลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการตามความผิดดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น

 

นายสรรเสริญ มีมติชี้แจ้งว่า ด้วยความเคารพต่อคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดในคดีดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า 1. คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีที่มาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540(ในขณะนั้น) ซึ่งมาตรา 301 แห่งรัฐธรรมนูญฯ ได้บัญญัติกล่าวถึงอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยมาตรา 301 วรรคหนึ่ง(3) บัญญัติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจหน้าที่ไต่สวนและวินิจฉัยว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม เพื่อดำเนินการต่อไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ขณะที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 19 (3) ได้บัญญัติเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญดังกล่าว ซึ่งมีเจตนารมณ์ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนและวินิจฉัย... คำว่า วินิจฉัยหมายถึง ตัดสิน ชี้ขาด

 

ดังนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมมีอำนาจไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม อันเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ การที่ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยว่า จากรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่ทำให้เชื่อว่าผู้ฟ้องคดีจงใจหรือมีเจตนากระทำการหรือละเว้น ไม่กระทำการใดๆ หรือร่วมกับผู้อื่นกระทำการหรือละเว้นไม่กระทำการ ในการออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมายเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้สำหรับตนเองหรือผู้อื่น อันเข้าองค์ประกอบของความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ จึงเป็นการวินิจฉัยก้าวล่วงอำนาจหน้าที่และการใช้  ดุลยพินิจในการวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 (ในขณะนั้น) มาตรา 223 วรรคสอง บัญญัติว่า อำนาจศาลปกครองตามวรรคหนึ่งไม่รวมถึงการวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญขององค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้น

 

2. การที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยว่า ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม จึงเป็นมูลความผิดทางอาญา ส่วนความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ ถือเป็นมูลความผิดทางวินัย ดังนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีอำนาจหน้าที่ในการไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลความผิดทางวินัยผู้ฟ้องคดีเฉพาะความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการเห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดคลาดเคลื่อนกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริต กล่าวคือ ความหมายของคำว่า ทุจริตต่อหน้าที่”   ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ได้มีการกำหนดคำนิยามไว้ในมาตรา 4 แล้ว หมายความว่า ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่อาจทำให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีตำแหน่งหรือหน้าที่ทั้งที่ตนมิได้ มีตำแหน่งหรือหน้าที่นั้น หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่ ทั้งนี้ เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่นซึ่งมิใช่ความผิดทางวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ แต่เป็นมูลความผิดทางอาญา

 

ซึ่งจะเห็นได้จากบทบัญญัติในมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ที่กำหนดว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่อาจทำให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีตำแหน่งหรือหน้าที่ทั้งที่ตนมิได้มีตำแหน่งหรือหน้าที่นั้น เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีหรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นการนำนิยามคำว่า ทุจริตต่อหน้าที่มาบัญญัติไว้เป็นองค์ประกอบความผิด และเป็นบทบัญญัติที่มีโทษทางอาญา

 

อีกทั้งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่ได้บัญญัติว่าให้ความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาเท่านั้น ซึ่งความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม อาจเป็นความผิดทางอาญาและความผิดทางวินัยด้วยก็ได้

 

3. เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ดำเนินการไต่สวนกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมแล้ว บทบัญญัติมาตรา 91 กำหนดว่า ในกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อกล่าวหาใดมีมูลความผิด    ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้(1) ถ้ามีมูลความผิดทางวินัย ให้ดำเนินการตามมาตรา 92และ(2) ถ้ามีมูลความผิดทางอาญา ให้ดำเนินการตามมาตรา 97 ซึ่งเห็นได้ว่าบทบัญญัติมาตรา 91 ได้แยกกระบวนการดำเนินการทางวินัยและทางอาญาต่างหากจากกัน โดยมิได้กำหนดให้ต้องมีมูลความผิดทางอาญาก่อนแล้วจึงสามารถดำเนินการทางวินัยต่อไปได้ อีกทั้ง ตามมาตรา 91(1) ก็มิได้บัญญัติว่าจะต้องมีมูลความผิดทางวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการเท่านั้น

 

นอกจากนี้ มาตรา 92 ได้บัญญัติว่า ในกรณีมีมูลความผิดทางวินัย เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดแล้วมีมติว่าผู้ถูกกล่าวหาผู้ใดได้กระทำความผิดวินัย...อันแสดงให้เห็นว่า หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดแล้วเห็นว่า แม้การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาไม่มีมูลความผิดทางวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ แต่หากปรากฏว่ามีมูลความผิดทางวินัยฐานอื่นอันเป็นผลจากการกระทำความผิดที่มีการกล่าวหาแล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยชี้มูลความผิดทางวินัยในฐานความผิดอื่นตามมาตรา  92 ได้ ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกา (เรื่องเสร็จที่ 158/2551) ได้วินิจฉัยว่า มูลความผิดทางวินัย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มิได้มีความหมายเฉพาะความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่เท่านั้นและศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดงที่ อม.5/2552 พิพากษาสรุปว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดฐานประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ (ไม่ใช่ความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ) เป็นการกระทำโดยชอบแล้ว

 

จากข้อเท็จจริงและเหตุผลข้างต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่อาจเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว  และโดยที่คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดส่งผลกระทบต่อการบังคับใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริต อีกทั้งยังเป็นปัญหาเกี่ยวกับการวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ที่ประชุมจึงมีมติให้ดำเนินการ ดังนี้ ข้อ1. เสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรี พิจารณาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องดังกล่าว ตามมาตรา 5 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ข้อ2. ให้ยื่นคำขอให้ศาลปกครองพิจารณาพิพากษาคดี หรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีดังกล่าวใหม่ ตามมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

ที่มา www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=lang="TH">1452788338

 

 




การกระจายอำนาจ การเมือง ระบบราชการ รัฐบาลบางยุค จึงมีการกระจายอำนาจสู่ประชาชน ชาติจึงพัฒนาตลอดมา

ทุกข์ร้อนชาวบ้าน | วันร้องทุกข์
ไม่พร้อม หรือ สูญเสียอำนาจ ?
มุมมองต่างปัจจัยชี้วัดไทยเหลื่อมล้ำมากสุดในโลก
จุดยืน "การเมือง"...? ถก(วงแตก) article
ข่าวเจาะย่อโลก : ประเด็นข่าว article
กระเทาะชีวิต!"หมาแก่"ธุรกิจเกือบล้ม ปมขวางผู้อิทธิพล
อ.สุขุม วิเคราะห์ เพื่อไทยชนะก็ไม่ได้ตั้งรบ. article
นายกฯ ให้คำมั่น เลือกตั้งปีหน้าแน่นอน
ยกเลิกใช้สำเนาทะเบียนบ้านบัตรประชาชน article
ป.ป.ช. แถลงข้อเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาการเบิกจ่ายยา และปัญหาต่างด้าว
อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ เผย มีข้าราชการแอบอ้างชื่อ “นายกฯ-ฉัตรชัย” เชื่อ ไม่รู้เรื่องสั่งตัดสิทธิ์ บริษัทเข้าประมูลข้าว 17 ก.ค. เตรียมยื่นหนังสือสอบถามข้อเท็จจริง
ผบ.ทบ. ไม่ตอบตั้งพรรคทหาร ย้ำยึดกม.เดินหน้าเลือกตั้ง
ผบ.ตร.ยันไร้ซื้อเก้าอี้บชน.-ปัดเอาคืน ‘สุเทพ’ โยกผบช.ภ.8
"วิทยา” จี้ มท. เร่งหั่นวาระกำนันเหลือ 5 ปี ยัน"บิ๊กตู่" ไฟเขียว เพราะคนหนุน90 % ระบุอยากเป็นใหม่ให้ชาวบ้านตัดสิน
"มาร์ค" หวั่น เซ็ตซีโร่ สกัดคนมีประสบการณ์แต่คุณสมบัติครบทำงาน แนะจับตาดูเซ็ตซีโร่องค์กรอิสระอื่นหรือไม่
หลุดจากปากประยุทธ์ "เพียงแต่สืบทอดอำนาจของประชาชน" เดินหน้ายุทธศาสตร์ชาติต่อไป นักการเมืองอย่าประเมินลุงตู่ต่ำไปแล้วจะช้ำใจทีหลัง
ว่างงานพุ่ง 4.6 แสนคน เพิ่มขึ้นเป็น 1.2% ค่าจ้างก็ลดลง
กมธ. เห็นด้วยเก็บค่าสมาชิกพรรค ขณะที่กม.กกต. ยังไม่เคาะกกต.นั่งเก้าอี้ต่อ
สมาชิก สปท. โพสต์แนะ “ปฏิรูปตำรวจ” ปลูกจิตสำนึกให้ตระหนักถึงความถูกต้อง
พล.อ.ประวิตร” ยันใช้เงินแผ่นดินซื้อเรือดำน้ำตามกฎหมาย
คดีชายหูหนวกฆ่าคน ชี้หลักฐานใหม่อ่อนไม่เพียงพอ
10 เมษายน..เชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมต่อต้าน ม 44 ที่ห้ามให้คนนั่งหลังรถกระบะ ทนายวรกร พงศ์ธนากุล
ทำไมเมืองไทย ไม่มีคณะลูกขุน
ร้องกต.ผู้พิพากษาใช้ดุลยพินิจไม่ต้องตามจริยธรรม
ศาลฎีกาพิพากษาตัดสินไม่เป็นธรรม ร้องเรียนที่ไหน
คำแนะนำในการทำหนังสือร้องเรียน/ ขอความเป็นธรรมต่อประธานศาลฎีกา
ผกก.ทุ่งสองห้อง พบร่องรอยชี้ชัด ธวัชชัย ไม่ได้ตายเพราะผูกคอ
ข่าว 3 มิติ | เร่งตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ น.ส. 3 ก., เบื้องหลังการออกเอกสารสิทธิ์ น.ส. 3 ก.ม(มีคลิป)
ขอความเป็นธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี การออกโฉนดผิดกฎหมายที่ดินุ



เว็บไซต์ www.legendnews.net ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ในการคัดลอกหรือเปลี่ยนเป็นชื่อเว็บของท่าน