ReadyPlanet.com
dot dot
dot

dot
ตราครุฑ




เรียนรู้คอมฯ มือถือ เบื้องต้น การทำงานคือการปฏิบัติธรรม


สอนการ share location บนมือถือ line

วิธีลดค่าใช้จ่ายส่วนเกินในโทรศัพท์

  

วิธีลดค่าใช้จ่ายส่วนเกินในโทรศัพท์

           พวกเราใน  ก.ส.ท.ช.   บอกมาลดค่าโทรศัพท์  ส่วนเกิน  -  กด  ##002#  แล้วกดที่   โทรออก

มันจะล้างผลพวง จากค่ายมือถือของทุกระบบ  ที่แอบแฝงหักเงินจากเรา   ในส่วนที่เป็นเศษของวินาที.... นี่คือวิธีป้องกัน

และช่วยตัวเองพวกเราใน   ก.ส.ท.ช.  บอกมา...ย้ำ  กด##002#  แล้วโทรออกทุกเครือข่าย   ช่วยกันแนะนำให้คนรับรู้กันนะครับ   ตั้งแต่ 22/7/2017  แน่ะครับช่วงนี้มันชอบหากินกับคนจนๆ  คนไม่รู้มันว่าอยากโง่ก็ให้เสียค่าโง่ไปอีกเบอร์  เป็นเบอร์เลิกเสริมของ  SMS  ทั้งหมดก็  *137 แล้วโทรออกมันจะยกเลิกไอ้บริการเสริมทั้งหมดที่มันแอบดูดเงินเรา  รายเดือน

ถ้าทำเสร็จแล้วให้ได้ผลดี  กับ  ผู้อื่นด้วย  ช่วยแชร์ต่อไปอีกถ้าพอทำได้คิดว่าช่วยเหลือกันเอาบุญนะครับ

วิธีทำ GPS ติดตามรถจากมือถือเก่า | รถหายตามคืนได้

;

วิธีติดตามโทรศัพท์ที่หาย

เมื่อมือถือหายหลายคนอาจจะกังวลว่าจะทำอย่างไรดี เรามีคำแนะนำให้ท่านลองทำตามดูนะคะ

 

เรียนคอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐาน บทที่ 1

 เรียนคอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐาน บทที่ 1

 

 

ยุค ไอที และ อิเล็กทรอนิกส์ คือ ?.....

 บทบาทของครูยุค IT

 

IT ซึ่งมาจากคำว่า Information Technology หรือที่ภาษาไทยใช้คำว่า "เทคโนโลยีสารสนเทศ" คำๆนี้ถูกใช้บ่อยขึ้น เช่นเดียวกับคำว่า "โลกาภิวัฒน์" หรือ "โลกไร้พรมแดน" (Globalization)

 

ไอทีหมายถึงเป็นผลรวมของเทคโนโลยี 2 ประเภท คือ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ได้เเก่ ตัวคอมพิวเตอร์ หน่วยความจำ ชิพ เครื่องพิมพ์ สายสัญญาณ โมเด็ม โปรมเเกรม ฯลฯ  และเทคโนโลยีโทรคมนาคม หรือที่เรียกว่าการสื่อสารทางไกล เช่น โทรศัพท์ โทรสาร ไมโครเวฟ สายใยเเก้วนำเเสง ดาวเทียม สื่อสาร เป็นต้น มนุษย์เราได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีทั้ง 2 ประเภท ได้อย่างกว้างขวางเเละหลากหลายขึ้น โดยเฉพาะอินเตอร์เน็ตซึ่งเป็นตัวอย่างของการนำไอทีมาใช้งานที่ชัดเจนที่สุด ในปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต และการทำงานของคนเราทำให้เกิดสังคมยุคสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีโทรคมนาคมในการทำงาน การใช้ชีวิตประจำวันและการเรียนรู้ ดังเห็นได้จากบริบทของสำนักงานอัตโนมัติ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การศึกษาทางไกลผ่านระบบเครือข่าย การติดต่อสื่อสารทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ และการแพร่กระจายของข้อมูลข่าวสารบนอินเทอร์เน็ตและเว็บบริบทต่าง ๆ

 

กระบวนการเรียนการสอนในปัจจุบันจึงมีความจำเป็นอย่างสูงที่จะต้องนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาจัดการ ด้วยเหตุว่าข้อมูลข่าวสารที่จะนำเข้ามาสู่ห้องเรียนในปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูล เกี่ยวกับสารสนเทศกระบวนการสอนของครูและวิธีการศึกษาของนักเรียนก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย โดยปรับรูปแบบของความรู้ให้เหมาะสมกับกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน

 

เมื่อกล่าวถึงการเรียนในชั้นเรียนแล้ว ทุกคนมักนึกภาพห้องเรียนที่มีคุณครูยืนอยู่หน้าชั้นแล้วบ่นอะไรไปเรื่อยๆ นักเรียนหลังห้องก็หลับบ้าง คุยกันบ้าง มีนักเรียนตั้งใจเรียนกันอยู่หน้าห้องไม่กี่คน ซึ่งบรรยากาศอย่างนี้ไม่ใช่บรรยากาศในการเรียนรู้เลย เมื่อผู้เรียนรู้สึกไม่สนุกกับการเรียน ผู้สอนรู้สึกเบื่อหน่ายกับการสอนได้แต่นับเวลาให้ผ่านไปแต่ละชั่วโมงแล้วจะให้การเรียนบรรลุผลคงเป็นไปไม่ได้

 

บทบาทของครูในยุคไอทีนั้นจะต้องเป็นผู้สร้างสรรค์และส่งเสริมให้นักเรียนได้ใช้สื่อเพื่อการศึกษาอย่างเป็นกระบวนการ ได้รับความรู้จากการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองอย่างแท้จริง โดยผู้เรียนจะต้องมีความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ขององค์ความรู้กับการค้นคว้า เข้าใจและรู้จักเลือกสรรข้อมูลที่มีอยู่อย่างมากมาย นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งในปัจจุบันนานาประเทศต่างให้ความสำคัญของการเรียนรู้เทคโนโลยีสารสนเทศ ดังนั้นจึงต้องเอาใจใส่ติดตามเป็นประจำ มิฉะนั้นจะกลายเป็นคนล้าหลัง นอกจากนั้นครูต้องส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเองทั้งนอกและในโรงเรียน

 

ครูจึงต้องเน้นในเรื่องการจัดการความรู้ มากกว่าเน้นการจัดการสารสนเทศ เพื่อที่จะสามารถบรรลุเป้าหมายของการเป็นแหล่งองค์ความรู้และองค์กรในการถ่ายทอดความรู้ สถาบันการศึกษาสามารถนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ เพื่อบรรลุเป้าหมายได้หลายรูปแบบ เช่น การใช้เทคโนโลยีเว็บในการเผยแพร่ความรู้ Search Engine ใน การค้นหาข้อมูลที่ต้องการระบบฐานข้อมูลในการเก็บองค์ความรู้ ระบบวิดีโอคอนเฟอเรนต์ในการถ่ายทอดความรู้ทางไกล ในปัจจุบันมีสถาบันการศึกษา หลายแห่งนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยสนับสนุนในโครงการต่าง ๆ เช่น eUniversity, eLibrary, eClassroom, eLearning หรือ Itcampus เป็นต้น ฐานข้อมูลสำหรับอ้างอิงที่เป็นประโยชน์อย่างมากในการเรียนและวิจัย

 

ดังนั้นเราจึงพอที่จะสรุปบทบาทของครูในยุคไอที ได้ดังต่อไปนี้

 

1.  การะบวนการเรียนการสอนโดยยึดนักเรียนเป็นสำคัญ คือ ครูทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือสนับสนุนเพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนอย่างเต็มศักยภาพตามพระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ 2542 ได้กำหนดไว้

 

2.  ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต  คือ ครูต้องฝึกนิสัยให้นักเรียนรักการเรียนรู้ รักการค้นคว้า และรู้จักคิดวิเคราะห์ ใช้เหตุผลในการแก้ปัญหาต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากที่จะทำให้ผู้เรียนสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

 

3.  ครูต้องทำหน้าที่เป็นผู้จัดการสารสนเทศและการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างเหมาะสม คือ ครูต้องเป็นผู้ชี้แนวทางในการเลือกใช้ความรู้หรือไอทีต่างๆให้มีความเหมาะสม ไม่ให้ผู้เรียนถูกมอมเมาจากข้อมูลที่มีอย่างมากมายในโลกอินเทอร์เนต

 

4.  ครูต้องสร้างให้นักเรียนเป็นผู้รู้อย่างเท่าทัน เทคโนโลยีสารสนเทศ ให้สามารถรู้ว่าสิ่งใดเป็นข้อมูลที่ควรนำไปใช้ ข้อมูลใดไม่ควรเลือกบริโภค

 

5.  ครูต้องเป็นผู้ที่สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้อย่างหลากหลายที่จะชี้แนะแนวทางในการเรียนรู้ให้กับนักเรียนได้

 

ถึงแม้เทคโนโลยีความทันสมัยต่างๆจะมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่าในโรงเรียนที่ห่างไกลความเจริญนั้นอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้นั้นมีน้อย  หรือครูผู้ที่ทำหน้าที่สอนเกี่ยวกับเทคโนโลยีในโรงเรียนก็ขาดแคลน ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้เกิดปัญหา คือ เด็กไม่ได้รับโอกาสที่จะได้เรียนรู้ความรู้จากโลกอินเตอร์เนท ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ที่กว้างใหญ่ที่สุดในขณะนี้ ปัญหาในส่วนนี้ต้องให้รัฐบาลต้องเป็นผู้ดำเนินการแก้ปัญหาต่อไป

 

แม้ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศจะเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมาก แต่การอบรมทางด้านคุณธรรมและจริยธรรมนั้น ครูจะต้องเป็นผู้อบรมสั่งสอนของควบคู่กันไปกับการเรียนรู้ต่างๆ เป็นการช่วยเตรียมให้นักเรียนมีความพร้อมในการปรับตัวเพื่อการดำรงชีวิตอยู่อย่างเหมาะสม พัฒนานักเรียนให้มีความรู้ทางด้านไอที ควบคู่กับการมีคุณธรรมจริยธรรมได้แล้วก็จะถือว่า ครูยุคไอทีได้ประสบผลสำเร็จในการพัฒนานักเรียนแล้ว

 

 ที่มา : http://www.l3nr.org/posts/375929

 

บทบาทของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในชีวิตประจำวัน

1. ด้านการติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคล

2. ด้านการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร

    2.1. ข้อมูลประเภทข่าว

    2.2. ข้อมูลประเภทความรู้เชิงวิชาการและความรู้ทั่วไป

    2.3. ข้อมูลประเภทโฆษณาประชาสัมพันธ์

    2.4. ด้านความบันเทิง

    2.5. ด้านงานราชการ

    2.6. ด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์

    2.7. ด้านโทรคมนาคม

    2.8. ด้านธุรกิจ

    2.9.ด้านวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม

จ้องคอมทั้งวัน รู้ไหมว่าทำร้ายสุขภาพตาแค่ไหน?

 จ้องคอมทั้งวัน รู้ไหมว่าทำร้ายสุขภาพตาแค่ไหน?

วันพฤหัสบดี ที่ 25 สิงหาคม 2559  เรียบเรียงโดยทีมงาน www.legendnews.net

มนุษย์เรามีเวลาเฉลี่ยบนโลก 20,000 กว่าวัน และต้องใช้งานสายตาทุกวันตลอดอายุขัย เริ่มตั้งแต่ลืมตาตื่นตอนเช้าจนกระทั่งหลับตานอนตอนกลางคืน ตาของเราเป็นหนึ่งในอวัยวะสำคัญที่สุดของมนุษย์ เพื่อให้เรามองเห็นตนเองและผู้อื่น อ่านหนังสือ ขีดเขียน เสพสื่อ ทีวี ศิลปะ ภาพยนตร์ เดินทาง ขับรถ มองเห็นโลกกว้าง เมื่อเดินทางท่องเที่ยว อำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์อย่างสุดจะประเมินค่าได้

ปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับชีวิตคนเราอย่างแยกออกจากกันไม่ได้ ลองสังเกตดูว่าในหนึ่งวัน คนเราใช้สายตาจ้องจอสมาร์ทโฟน จอคอมพิวเตอร์ บางทีอาจจะมากกว่าเวลาที่เราใช้มองสิ่งแวดล้อมรอบกาย เสียอีก ในแต่ละวันเราใช้งานสายตาอย่างหนักหน่วง จนเกิดอาการ ล้าหรือ ปวดตาซึ่งเป็นสัญญาณร้าย ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพตาอย่างที่เราคาดไม่ถึง

อาทิ ปัญหาสายตาสั้น ยาวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปวดหัวเพราะตาเชื่อมกับสมองโดยตรง ใช้ตามากก็ใช้สมองประมวลผลสิ่งที่เห็นมากเป็นเงาตามตัว เพราะตื่นมาอย่างแรก เราก็ต้องใช้สายตา จนกระทั่งกลับเข้านอน ตาก็เป็นอวัยวะสุดท้ายที่จะบอกกับเราว่า วันนี้หมดไปอีกหนึ่งวันแล้วนะ’ 6-8 ชั่วโมงนั่นจึงถือเป็นเวลาพักผ่อนของสายตา อีก16-18 ชั่วโมงที่เราใช้งานสายตากันแบบไม่ได้พักอีกครั้ง เป็นอย่างนี้ไปจนเราหมดอายุขัย คิดดูว่าคนเราใช้สายตากันหนักขนาดไหน หันมาให้ความสำคัญกับการดูแล ตากันซักหน่อย เพื่อให้ใช้งานได้ในระยะยาวและอยู่กับเราได้อีกนาน

จ้องจอนานเกินไป เสี่ยงเป็นคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม

แพทย์หญิงอุษณีย์ เหรียญประยูร จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพสายตา ศูนย์เลเซอร์สายตาจุฬา ฝ่ายจักษุวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อธิบายว่า ในปัจจุบัน มีประชากรที่มีปัญหาจากการใช้สายตาจ้องจอนานเกินไปประมาณ 60 ล้านคนทั่วโลก และพบปัญหานี้ได้ร้อยละ 75-90 ของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั้งหมด เนื่องจากปัจจุบันประชาชนนิยมการใช้คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟนมากขึ้น ทั้งที่เกี่ยวข้องกับการทำงานและความบันเทิง ทำให้จักษุแพทย์ตรวจพบปัญหาสุขภาพสายตาที่เกิดจากการใช้สายตาจ้องจอเป็นเวลานานได้บ่อยขึ้นและพบได้ในผู้ป่วยทุกเพศ ทุกช่วงอายุ

คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม (Computer Vision Syndrome) หรือซีวีเอส (CVS) คือกลุ่มอาการทางตาที่สัมพันธ์กับการใช้คอมพิวเตอร์และการใช้สายตามองจอระยะใกล้เป็นระยะเวลานาน อาการประกอบด้วย ปวดศีรษะ ตาแห้ง เคืองตา เมื่อยล้าตา มองภาพไม่ชัด ตาแดง น้ำตาไหล เห็นภาพซ้อน ความสามารถในการปรับโฟกัสช้าลง และการมองเห็นสีเปลี่ยนไป อาการดังกล่าวมักจะเริ่มเมื่อผู้ป่วยใช้คอมพิวเตอร์ต่อเนื่องเป็นเวลาสองถึงสามชั่วโมง และจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ หากไม่หยุดหรือพักการใช้สายตา

 

เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาสุขภาพสายตาที่เกิดจากการจ้องจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ ควรพักสายตาทุก 20 นาที ด้วยการมองไปที่ไกลจากคอมพิวเตอร์ 20 ฟุต เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที ตั้งจอคอมพิวเตอร์ห่างจากตาอย่างน้อย 20-24 นิ้ว ปรับมุมของจอให้ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 14-20 องศา ปรับตำแหน่งของจอเพื่อลดแสงสะท้อน ใช้ผลิตภัณฑ์หรือหน้าจอที่ช่วยลดแสงสะท้อน ปรับความสว่างของจอและห้องให้เหมาะสม กะพริบตาถี่ขึ้น ประมาณ 10-15 ครั้งต่อนาที โดยต้องกะพริบตาให้เปลือกตาปิดสนิท หากเริ่มมีอาการของปัญหาสุขภาพสายตาข้างต้น ควรไปพบจักษุแพทย์แพทย์หญิงอุษณีย์กล่าวเสริม

ใช้มอนิเตอร์จอโค้ง ช่วยลดอาการเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อตา

นายบุญเลิศ วิบูลย์เกียรติ รองประธาน ธุรกิจลูกค้าองค์กร ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและไอทีบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า ซัมซุงได้ศึกษาไลฟ์สไตล์ของคนในยุคปัจจุบัน พบว่า คนยุคนี้ใช้สายตาจ้องผ่านจอสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก และแนวโน้มมีแต่จะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งแสงสีฟ้าที่สะท้อนกลับจากจอเหล่านี้ จะส่งผลให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพตามมาอย่างมากมาย ซัมซุงจึงพัฒนานวัตกรรมมอนิเตอร์จอโค้ง ที่คิดค้นมาเพื่อตอบโจทย์เรื่องสุขภาพโดยเฉพาะ ซัมซุง มอนิเตอร์ จอโค้ง (Samsung Curved Monitor) ที่โค้งรับกับสายตา ทำให้มองเห็นและสามารถรับชมภาพจากทุกมุมได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังลดอาการจอสะท้อน เพราะรูปทรงโค้งที่แตกต่างจากจอทั่วไป ทำให้การหักเหของแสงจากสภาพแวดล้อมรอบๆ สะท้อนสู่สายตาลดลง

ความพิเศษยิ่งกว่าคือ มีรัศมีความโค้งถึง 1800R โค้งเยอะที่สุด เป็นความโค้งที่ลึกกว่ารุ่นอื่นๆ ทำให้มีผลต่อการรับรู้มิติความลึกและตัดการรบกวนรอบข้างแก่ผู้ใช้งานได้อย่างยอดเยี่ยม สามารถลดอาการเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อตา ที่คนยุคนี้กำลังประสบอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ถึงจะหลีกเลี่ยงการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ไม่ได้ แต่ก็สามารถดูแลสายตาของเราเองได้ง่ายๆ แค่เลือกใช้จอมอนิเตอร์ที่ช่วยถนอมสายตา เพื่อรักษาดวงตาให้เรามองโลกสวยได้อีกนานๆ

 

ที่มา www.matichon.co.th/news/260964

 

 

 

108 เคล็ดลับเก่งอินเตอร์เน็ต Internet article

การทำงานหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์นานๆ แบบถูกวิธี article

นำเสนอโดยทีมงาน www.legendnews.net

 

 

การทำงานหน้าเครื่องคอมพิืวเตอร์นานๆ แบบถูกวิธี

ทำงานหน้าคอม

เพราะยุคนี้เป็นยุคดิจิตอล จึงทำให้การทำงานต่างๆ ต้องอาศัยคอมพิวเตอร์ช่วยในการทำงานเป็นหลัก ด้วยความสะดวกสบายนี้จึงทำให้หลายคน โดยเฉพาะหนุ่มสาววัยทำงานที่มีมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ไม่ยอมลุกจากเก้าอี้ เพื่อต้องการเคลียร์งานให้เสร็จ


แต่ หารู้ไม่ว่าการนั่งทำงานเป็นเวลานานๆ เกิน 1 ชั่วโมงโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณหลัง ก้นกบ สะโพก และขาเกร็ง รวมไปถึงข้อ เส้นเอ็น และอวัยวะภายใน ส่งผลให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามมา

ดร.แพทริก อิริคสัน ไคโรแพรคเตอร์ จากประเทศสหรัฐอเมริกา ประจำคลินิกกายภาพบำบัดดีสปายน์ ไคโรแพรคติก กล่าวว่า อาชีพที่เสี่ยงเป็นโรคปวดหลังมากที่สุดก็คือ นักกราฟฟิกดีไซน์ พนักงานคีย์ข้อมูล และนักบัญชี ซึ่งบุลคลเหล่านี้มักใช้เวลานั่งอยู่ที่โต๊ะคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน บางครั้งถึงกับข้ามคืนเลยก็มี ที่แย่ไปกว่านั้นยังมีวิธีการนั่งแบบผิดลักษณะท่าทาง

นอกจากนั้นยัง มีการใช้เก้าอี้ไม่ตรงกับสรีระจึงทำให้เกิดอาการปวดหลังตามมาได้ ซึ่งการปรับเก้าอี้ จัดวางคอมพิวเตอร์ และจัดองค์ประกอบต่างๆ จะช่วยทำให้การนั่งทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นลองทำตามคำแนะนำในคลิปนี้กัน

 

 

Share

[Go to top]



เว็บไซต์ www.legendnews.net ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ในการคัดลอกหรือเปลี่ยนเป็นชื่อเว็บของท่าน